วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทฤษฏี X - ทฤษฏี Y

ทฤษฏี X เฃื่อว่า
- คนทั่วไปเกียจคร้าน ชอบเลี่ยงงาน หลีกเลี่ยงความรับผิดฃอบ ขาดความกระตือลือล้น ขาดความรับผิดชอบ
- ต้องมีการบังคับขู่เข็ญหรือลงโทษถึงจะทำงาน ชอบเป็นผู้ตาม เห็นแก่ตัว ไม่ฉลาด
- เพิกเฉยต่อความต้องการขององค์การ
- แต่ต้องการความมั่นคงในชีวิตและการทำงาน

ทฤษฏี Y มีความคิดตรงข้ามกับทฤษฏี X โดยเชื่อว่า
- คนเราชอบทำงาน (เพราะการทำงานไม่ใช่เรื่องยาก) มีความรับผิดชอบ
- ควบคุมตนเองได้ สามารถทำงานได้ด้วยใจสมัครโดยนปราศจากการบังคับหรือลงโทษ
- มีความผูกพันกับองค์การ

เตรียมตัวสอบ วิชา LP 612

องค์การและนวตกรรมในองค์การ LP 612
อ. พงศ์สัณห์ ศรีสมทรัพย์ ออก 50 %
อ. อนงค์ทิพย์ เอกแสงศรี ออก 25%
อ. ปิยะนุช เงินคล้าย ออก 1 ข้อ (25 %)
เนื่องจากวิชานี้ผมไม่ถนัดเลย จับประเด็ไม่ค่อยจะได้ ฉะนั้น อยากรบกวนเพื่อนๆที่มีความรู้หรือข้อมูลดีๆ ช่วยส่งมาลงที่ Blog นี่หน่อยนะครับ จักเป็นพระคุณอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ศึกษาดู ก็ลองเอาแนวตอบมาให้ดูกัน ผิดถูกยังไงช่วยบอกกล่าวกันด้วยครับ ส่วนอีก 2 ข้อ คือข้อ 3-4 นั้น ยังหาคำตอบไม่ได้ ใครอยากแชร์ความรู้กัน ส่งมาได้ครับ
ขอบคุณหลายเด้อ
ไตรภพ USA
6/19/2010


--------------------

ในส่วนของ อ. ปิยะนุช เงินคล้าย ออก 1 ข้อ หัวข้อที่น่าจะออกสอบมีดังนี้
คำถาม 1 ผู้บริหารของท่านมีความสำเร็จในการบริหารงานหรือไม่ อย่างไร
แนวคำตอบ ผู้บริหารจะประสบความสำเร็จในการบริหารงานหรือไม่ ต้องพิจารณาจากฃ
1. คุณภาพสูงในการทำงาน
2. มีความเชื่อและมีความสามารถในการทำกิจกรรมได้หลากหลาย
3. การทำงานในแต่ละวันมีรูปแบบสูง
4. มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารด้วยภาษาอย่างมาก
5. มีเวลาในการพิจารณาและให้คำปรึกษากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา


คำถาม 2 ในองค์กรของท่านมีประสิทธิผลในการปฏิบัติงานงานในเรื่องใดบ้าง
แนวคำตอบ จากตำรา หน้า 250
เกณฑ์ (Criteria) และวิธีกรวัด (Measures) ประสิทธิผลองค์การ ของ Robbins มี 30 ประการ ดังนี้
1. ประสิทธิผลโดยรวม (Overall Effectiveness)
2. ผลผลิต (Productivity)
3. ประสิทธิภาพ (Efficiency)
4. กำไร (Profit)
5. คุณภาพ (Quality)
6. อุบัติเหตุ (Accidents)
7. การเติบโต (Growth)
8. การขาดงานเสมอๆ (Absenteeism)
9. การหมุนเวียนงาน (Turnover)
10. ความพอใจในการทำงาน (Jab Satisfaction)
11. แรงจูงใจ (Motivation)
12. ขวัญ (Morale)
13. การควบคุม (Control)
14. ความขัดแย้ง (Conflict)
15. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility/ Adaptation)
16. การวางแผนและการกำหนดเป้าหมาย (Planning and Goal Setting)
17. ความเห็นพ้องต้องกันในเป้าหมาย (Goal Consensus)
18. เปาหมายองค์การที่เป็นสากล (Internationalization of Organization Goals)
19. ความสอดคล้องในบทบาทและบรรทัดฐาน (Role and Norm Congruence)
20. ทักษะในการบริหารงานในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Managerial Interpersonal Skills)
21. ทักษะทางการบริหารในงาน (Managerial Task Skills)
22. ข้อมูลในการบริหารและการติดต่อสื่อสาร (Information Management and Communication)
23. ความพร้อม (Readiness)
24. การใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ (Utilization of Environment)
25. การประเมินโดยใช้เอกลักษณ์ภายนอก (Evaluations by External Entities)
26. ความมั่นคง (Stability)
27. ทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่า (Value of Human Resources)
28. การมีส่วนร่วมและการจัดสรรอิทธิพล (Participation and Shared Influence)
29. การเน้นการึกอบรมและพัฒนา (Training and Development Emphasis)
30. การเน้นความสัมฤทธิ์ผล (Achievement Emphasis)

คำถาม 3 ในองค์กรของท่าน หน่วยงานควรตอบสนองความต้องการแก่บุคคลต่างๆ อย่างไร
แนวคำตอบ




คำถาม 4 ในองค์การของท่าน บุคคลในองค์การมีลักษณะอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แนวคำตอบวิชา LP 610

สวัสดีคับ
ผมส่งแนวการตอบคำถามที่อาจารย์ให้มา จำนวน 3 ข้อ มาเป็นแนวทางในการศึกษาและนำไปใช้ในการตอบข้อสอบ บางช่วงบางตอนอาจจะซ้ำกันหน่อย ก็ก็ถือว่าเป้นการเน้นก็แล้วกัน

ขอให้โชคดีในการสอบทุกคน



มี 3ข้อ เลือก ทำ 2 ข้อ

ข้อ 1. มีทฤษฎีอะไรบ้างที่ใช้ในการวิเคราะห์ที่มาของนโยบายสาธารณะและทฤษฎีใดใช้อธิบายสังคมไทยเป็นอย่างดี...
ตอบ อ่านบทที่ 1
ตอบ
1) ทฤษฎีชนชั้นนำ เป็นการกำหนดนโยบายแนวดิ่ง (Topdown Policy) คือนโยบายที่มีการตัดสินใจซึ่งขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงคนเดียว ซึ่งการแก้ปัญหาอาจไม่สามารถทำได้หรือไม่สามารถแก้ปัญหาของภาคปะชาชนได้ ทั้งนี้เพราะนโยบายที่ออกมาส่วนมากจะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ออก
2) ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ เป็นการเรียกร้อง รักษาสิทธิ์ ผลประโยชน์ และผลักดันจากกลุ่มผลประโยชน์ คือภาคประชาชน เป็นการกำหนดนโยบายแนวราบ
3) ทฤษฎีระบบการเมือง เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับสภาพแวดล้อม
4) ตัวแบบเชิงสถาบัน เชื่อว่านโยบายเป็นผลผลิตของสถาบัน ระบบราชการมีบทบาทสำคัญ ทั้งนี้เพราะช้าราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Expertise) รู้ข้อมูล ควบคุมข้อมูล และรู้ระเบียบแบบแผนและข้อกฎหมายเป็นอย่างดี จึงทำให้ข้าราชการมีบทบาทสูงในการกำหนดนโยบาย


ทฤษฎีที่ใช้อธิบายสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ในสมัยก่อนทฤษฎีตัวแบบสถาบันน่าจะอธิบายสังคมไทยได้ดีกว่าเนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายของประเทศหรือกำหนดนโยบายในโครงการต่าง ๆ นั้น จะถูกกำหนดโดยข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ข้าราชการเป็นผู้ที่กำหนดนโยบายในการดำเนินงาน รวมถึงการกำหนดโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วนำไปให้นักการเมืองเพื่อกำหนดเป็นนโยบายขึ้นมาและใช้ในการบริหารประเทศต่อไป แต่ในปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนไปเนื่องจากกลุ่มการเมืองมีอำนาจมากขึ้น สามารถควบคุมและโยกย้ายข้าราชการได้ และวางนโยบายในการบริหารประเทศ ตลอดจนกำหนดโครงการต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าในปัจจุบันทฤษฎีที่น่าจะนำมาใช้อธิบายสังคมไทยได้ดีก็คือ ทฤษฎีกลุ่มการเมือง นั่นก็คือ ทฤษฎีระบบการเมือง คือฝ่ายการเมืองจะเป็นผู้ที่ทำหน้ที่กำหนดนโยบาย ส่วนข้าราชการประจำจะทำหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันในสังคมไทยก็มิใช่ว่ากลุ่มการเมืองจะมีอิทธิพลแต่เพียงกลุ่มเดียว กลุ่มอำนาจในสังคมไทยยังผูกโยงกับพ่อค้า นายทุน และกลุ่มชนชั้นสูงหรือกลุ่มศักดินาดั้งเดิม รวมทั้งกลุ่มทหาร ซึ่งจัดว่าเป็นชนชั้นสูงของสังคมไทย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการกำหนดนโยบายของไทยถูกกำหนดโดยชนชั้นสูง ดังนั้น ทฤษฎีที่น่าจะนำมาอธิบายสังคมไทยได้ก็น่าจะรวมถึงทฤษฎีนี้ด้วย กล่าวคือ ทฤษฎีชนชั้นนำ


ข้อ 2. จงวิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะที่สำคัญตามที่ได้ศึกษามา และท่านคิดว่ากระบวนการใดสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด
ตอบ อ่านบทที่ 3, 4, 6, 7, 8
นโยบายสาธารณะ คือนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม สนองความต้องการของประชาชนและแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีกลไกการบริหารของภาครัฐที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) (เช่น เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรของแผ่นดินที่มีความโปร่งใส มีความชอบธรรม มีการกระจายอำนาจ มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีความรับผิดชอบสูง และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน) และมีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วย
การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรัฐศาสตร์ เนื่องจากนโยบายสาธารณะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเมือง เพราะฝ่ายการเมืองทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ข้าราชการประจำทำหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ


1. การกำหนดนโยบาย (Policy Formulation) เป็นขั้นตอนแรกของการกำหนดนโยบาย เป็นการผลักดันปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมให้เป็นนโยบายของรัฐ

การกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผักดันปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมให้เป็นนโยบายของรัฐเพื่อแก้ปัญหา
กระบวนการพัฒนานโยบายมี 6 ขั้นตอน ดังนี้


1) ปัญหาทั่วไป
2) ปัญหาของสังคม
3) กำหนดเป็นประเด็นปัญหา
4) ข้อเสนอของสังคม
5) ข้อเสนอของรัฐบาล
6) นโยบาย

การกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผักดันปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมให้เป็นนโยบายของรัฐเพื่อแก้ปัญหา

ในสังคมไทย กระบวนการนโยบายมักจะถูกกำหนดโดยข้าราชการ ซึ่งเป็นลักษณะของการกำหนดนโยบายในแนวดิ่งหรือจากบนมาล่าง (Top Down) กล่าวคือนโยบายสาธารณะเกิดจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐ
นโยบายที่ดี ควรเป็นนโยบายในแนวราบหรือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่รวมตัวกันในรูปของประชาคม ร่วมกำหนดปัญหา ประเด็นนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม กล่าวคือถ้าเป็นการกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น ก็ควรเปิดให้ประชาชนในชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของชุมชน ซึ่งเป็นไปตาม รธณ. ปี 2540

อนึ่ง การเข้ามีส่วนร่วมชองชุมชนในการกำหนดนโยบาย มีหลายวิธี เช่น
(1) กระบวนการ A-I-C คือกระบวนการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น

A = Appreciation คือขั้นตอนการรับรู้ เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับ


I = Influence คือการนำความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมประชุมมากำหนดเป็นโครงการตามความต้องการของชุมชน
C = Control คือขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประสงค์ จะปฏิบัติอย่างไร โดยใคร ใครเป็นู้รับผิดชอบ
กระบวนการ A-I-G จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดและวางแผนพัฒนาท้องถิอ่น

(2) กระบวนการไต่สวนสาธารณะ (Public Hearing) คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอโครงการก่อนที่จะมีการอนุมัติ ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างหนึ่ง
- กำหนดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
- ตั้งคณะกรรมการไต่สวน (ต้องไม่เป็นข้าราชการและไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น)
- กำหนดวันเวลาและสถานที่แน่นอน
- มีการรับลงทะเบียนผู้มีส่วนได้เสียในโครงการ
-
เมื่อเสร็จกระบวนการ Hearing คณะกรรมการก็จะลงความเห็นและติดประกาศให้สาธารณชนทราบ เพื่อเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านได้

สรุป การพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ให้เสรีภาพแก่ผู้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมทางการเมือง มีกระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมจากประชานที่มีความรู้และปัญญา เพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก


2. การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation)
เมื่อมีการกำหนดนโยบายแล้ว ภาครัฐจะต้องนำนโยบายไปปฏิบัติหรือบริหาร เพื่อให้บรรลุผลเป้าหมายที่ต้องการ กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างย่งเพราะทำให้เกิดผลในการปฏิบัติ
กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัตินี้จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่ปับปัจจัย
- เป้าหมายและมารฐานของนโยบาย
- ทรัพยากรสื่อสารติดต่อระหว่างผู้ปฏิบัติ
- การควบคุมการปฏิบัติงาน
- ลักษณะของหน่วยงานที่นำไปปฏิบัติ
- สภาพแวดล้อมทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ
- ทัศนคติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ



3. การประเมินผล (Policy Evaluation)
เป็นกระบวนการวัดและประเมินความสำเร็จของนโยบาย ทั้งในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล การประเมินผลควรนำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เป็นระบบมาช่วยประเมินผล
การประเมินที่มีประสิทธิผล เป็นการเปรียบเทียบระหว่างผลได้/ผลกระทบ (Outcome) กับวัตถุประสงค ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในโครงการหรือไม่ เช่น มีการกำหนดนโยบายว่าต้องการให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มปีละ 5,000 บาทต่อปี/หัว ดังนั้น เมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติแล้ว ก็ต้องมีการประเมินผลว่ารายได้ของประชาชนได้เพิ่มขึ้นตามที่วางเป็นนโยบายหรือไม่



4. การยุติหรือล้มเลิกนโยบาย (Policy Termination)
การยุติหรือล้มเลิกนโยบายเป็นกระบวนการสุดท้ายของกระบวนการนโยบาย จะเกิด
ขึ้นก็ต่อเมื่อนโยบายไม่ประสบผลสำเร็จ หรือไม่มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล หรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้
กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก ด้วยเหตุผลต่างๆมากมาย ทั้งในด้านการเมืองและกฎหมาย


สรุป
กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ กล่าวคือ วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะสร้างกระบวนการทางสังคมในการผลักดันนโยบายให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ระบบการเมืองที่ให้เสรีภาพประชาชนโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายรัฐ และระบบราชการต้องไม่ผูกขาดอำนาจในการกำหนดและตัดสินนโยบายยอมรับความต้องการที่มีความหลากหลายและแตกต่างซึ่งไม่ใช่ปัญหาเชิงนโยบาย การวิเคราะห์นโยบายต้องศึกษาให้ลึกและรู้จริงมากกว่าเพียงการรับรู้ ความเป็นธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต้องเกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐ



ท่านคิดว่ากระบวนการใดสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด
การนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นขั้นตอนหนึ่งของวงจรในทางนโยบาย เพราะความสำเร็จของนโยบายนั้นขึ้นอยู่กับผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นสำคัญ

กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี
มีฐานคิดดังนี้
นโยบายเกิดขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาในสังคม สร้างสังคมที่เป็นสุขบนฐานคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงต้องอยู่บนฐานของความรู้นำและพัฒนาสังคมให้มีคุณธรรม มีจิตสำนึกร่วมคิด ร่วมทำและร่วมแก้ปัญหาของสังคม ส่วนใหญ่ปัญหาจะนำนโยบาย นโยบายจะนำปัญหาในสังคมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและคุณค่าของมนุษย์มากกว่ามูลค่าทางวัตถุ คำนึงถึงทุนทางสังคมที่มีอยู่ทั้งผู้รู้ ปราชญ์ องค์กร วัฒนธรรมเป็นต้น
นโยบายไม่แก้ปัญหาแต่สร้างปัญหา ในยุคที่รัฐบาลรวมอำนาจจะกำหนดนโยบายที่สร้างเสถียรภาพทางการเมือง สร้างการพัฒนา ความเจริญเติบโตทางวัตถุ จำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง จำกัดหลักนิติธรรม คุณธรรมและความโปร่งใส จำกัดในมิติความรู้ การสร้างและพัฒนาคุณภาพ จริยธรรมและจิตวิญญาณในระดับรากแก้วที่จะร่วมแก้ปัญหาสังคมจากแนวความคิดและปรัชญาพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 – 7 แม้ว่าได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการมีส่วนร่วมและคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในฉบับที่ 8 เป็นต้นมาก็ตาม แต่ความยากจนยังคงเป็นปัญหามาจนถึงปัจจุบัน นโยบายที่ผ่านมากว่า 40 ปี ไม่สามารถแก้ปัญหาในระดับพื้นฐานระยะยาว
กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเป็นกระบวนการทางสังคม ผู้คนในสังคมต้องมีส่วนร่วม มองเห็นปัญหา ขับเคลื่อนให้สังคมเห็นเป็น ปัญหามหาชน เพื่อให้รัฐเข้ามาแก้ไขโดยกำหนดเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการและปัญหาของผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระบบการเมืองแบบเปิด รัฐไม่ผูกขาดอำนาจข้าราชการ ต้องทำงานและอดทนในการรับรู้ความต้องการและความหลากหลายในความคิด ผู้เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์นโยบายและตัดสินนโยบายต้องตั้งอยู่บนฐานความรู้และปัญญาที่เปิดกว้าง เห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แม้ผู้มีส่วนได้เสียเป็นคนกลุ่มน้อยต้องให้ความเป็นธรรมและเอื้ออาทรต่อกลุ่มคนเหล่านั้น ไม่อ้างประโยชน์คนส่วนใหญ่บนภาระและความทุกข์ทรมานตลอดชีวิตของคนส่วนน้อย




ข้อ 3. กระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดีเป็นกระบวนการเชิงจริยธรรม ยกตัวอย่างนโยบายที่ท่านศึกษามา
ตอบ อ่านบทที่ 5
จริยธรรม คือหลักในการควบคุมระบบค่านิยมของบุคคลให้ดำเนินไปตามแนวทางที่ถูกต้องตามมาตรฐานของสังคม หลักจริยธรรมกำหนดมาจากมาตรฐานของสังคม เช่น ความดีงาม ความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ความชอบธรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของแต่ละบุคคลในสังคมยึดเป็นวิถีปฏิบัติในสังคม เป็นหัวใจในการปกครองบ้านเมือง ฉะนั้น จริยธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมให้การใช้ดุลพินิจอยู่ภายใต้ประโยชน์สาธารณะ (สรุป จริยธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความดี ความชั่ว ความถูกต้อง ความไม่ถูกต้องของการประพฤติของแต่ละสังคม และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในสังคมนั้นๆ)
จริยธรรมที่สำคัญของนักวิเคราะห์หรือผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึง ก็คือเพื่อประโยชน์สาธารณะ คือเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสังคมหรือประโยชน์แก่ชุมชนโดยรวมเป็นสำคัญ (กล่าวคือเน้นประโยชน์สุขของคนในสังคม ไม่เน้นเงินทอง) อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชนกลุ่มน้อยด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้ว คนส่วนน้อยก็จะถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับความยุติธรรมจากสังคม
ข้าราชการที่มีคุณธรรม/ จริยธรรม คือข้าราชการที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ผู้ปกครองที่มีคุณธรรม/ จริยธรรม คือผู้ปกครองเป็นเสือนต้นไทรที่คอยคุ้มครองให้ความสุขแก่มวลชน
จริยธรรมที่สำคัญในทางนโยบาย คือเพื่อประโยชน์สาธารณะ

นโยบายสาธารณะที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ คุณธรรมและจริยธรรม ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและคุณค่าของมนุษย์มากกว่ามูลค่าทางวัตถุ กระบวนการนโยบายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมมะและจริยธรรม จึงจะทำให้บ้านเมืองสงบสุช หากกระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีธรรมะ ไม่มีฐานจริยธรรม สังคมจะไม่มีความสงบสุข
ค่านิยมและหลักจริยธรรมมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์นโยบาย กล่าวคือในการกำหนดนโยบาย นักวิเคราะห์หรือผู้ที่กำหนดนโยบายควรยึดหลักจริยธรรมในการกำหนดนโยบายบนรากฐานของเหตุผล คือเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ในทางตรงกันข้าม ถ้านักวิเคราะห์หรือผู้กำหนดนโยบายไร้ซึ่งจริยธรรม นโยบายก็จะถูกบิดเบือนและประชาชนก็จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่ไร้จริยธรรม
ถ้าผู้นำทางการเองขากจริยธรรม อาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดได้ เช่นฮิตเล่อร์ ผู้นำประเทศเยอรมัน และพอลพต ผู้นำประเทศกัมพูชา


จริยธรรม
จริยธรรมต่อนโยบายสาธารณะ คือการกำหนดนโยบายของภาครัฐโดยมีเป้าหมายสำคัญ
ในการนำนโยบายสาธารณะนั้นไปบริหารจัดการเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ความปลอดภัย มีกินมีใช้ มีการศึกษา มีบริการด้านสาธารณะสุขที่เดียงพอ มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีวัฒนธรรมที่เหมาะสมและดีงาม มีคมนาคมขนส่งสะดวกปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งความหมายของคำว่า
จริยธรรม คือ สิ่งที่พึ่งประพฤติจะต้องประพฤติ ส่วนศีลธรรม หมายถึงสิ่งที่ดีงามตาม
หลักธรรม จริยธรรมก็คือสิ่งที่ประพฤติที่ดีงามตามหลักธรรม จริยธรรมนั้นอยู่ในรูปแบบของปรัชญา คือสิ่งที่จะต้อง นึก คิด จริยธรรมเป็นหลักแห่งความประพฤติของด้วยหลักธรรมเป็นเรื่องมาตรฐานของความประพฤติหรือหลักที่ได้รับการยกย่องว่าถูกต้องดีงาม ซึ่งจริยธรรมนโยบายสาธารณะคือ การนำนโยบายสาธารณะไปบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่พึ่งมีต่อสารธารณะโดยถูกต้องเหมาะควรคือ1.มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คือบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ประหยัด คุ้มค่าภาษีอากร 2. โปร่งใน ตรวจนอบได้ 3. มีความรับผิดชอบต่อการบริหารงาน4.มีมาตรฐานในการดำเนินงาน 5.ต้องทันสมัย รู้เท่าทัน มองการณ์ไกล 6.ต้องมั่นคง แข็งแรง และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนโยยึดถือความถูกต้องยุติธรรมและเป็นธรรม

นโยบายสาธารณะที่ดีคือนโยบายที่มีจริยธรรมเช่น
นโยบายบริหารที่ดีของรัฐ (Good government) โปร่งใส ชอบธรรม กระจายอำนาจ มีประสิทธิภาพ รับผิดชอบ ความเสมอภาคเท่าเทียม หรือนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วม




ยกตัวอย่างนโยบายที่ท่านศึกษามา นโยบายสาธารณะในสังคมปัจจุบันไม่ได้นำไปสู่การสร้างสังคมที่มีคุฯธรรม จริยธรรม ดังจะเห็นได้จากนโยบายการเปลี่ยนสภาพการพนันของหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมายเป็นหวยบนดินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าเป็นนโยบายที่สร้างความเสื่อมถอยทางจริยธรรม การใช้อบายมุขเพื่อสร้างความเอื้อาทร ความเมตรากรุณาแก่คนจน ไม่

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กำหนดวันสอบ LP 610 แล้ว

จากการเลื่อนสอบวิชา LP 610 เพราะมีเหตุการณ์ไม่สงบ ขณะนี้ทางมหาวิยาลัยได้กำหนดวันสอบใหม่แล้ว คือวันที่ 29 พฤษภาคม นี้ เวลา 9:00 -12:00 น.

สอบเสร็จ ตอนบ่ายก็จะเรียนวิชาใหม่นะครับ

หมายเหตุ
เพื่อนๆคนไหนมีแนวคำตอบเกี่ยวกับการสอบวิชา LP 610 อยากเอามาแชร์กับเพื่อนๆ อีเมลล์มาได้นะครับ

ขอบคุณหลายเด้อ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ช่วยกัน

เพื่อน นศ. ที่มีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับข้อสอบวิชา ต้องการเผื่อเพื่อนๆ ช่วยอีเมลล์มาด้วยนะครับ

ข่าวด่วน ...... เลื่อนสอบ

เนื่องจากมีเหตุการ์เกิดขึ้นที่บริเวณหน้ามหาวิทยายรามคำแหง โดยเมื่อคืนวันที่ 17 พ.ค. ทางกลุ่ม นปช.ได้มาตั้งเวทีปราศัย แต่ถูกกลุ่มเสื่อเหลืองมารบกวน มีการยิงปืนใส่กลุ่มเสื้อแดง เป็นผลให้เสื้อแดงเสียชีวิต 3 คน และวันนี้ได้มีตำรวจนับร้อยมาคอยดูแลสถานการณ์ ทางมหาวิทยาลัยจึงขอเลื่อนการสอบ! ในรายวิชากำหนดและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ วันที่ 21 พ.ค. 53 อย่างไม่มีกำหนด

ช่วยบอกต่อด้วยนะครับ กำหนดวันสอบเมื่อไหร่จะเเจ้งให้ทราบอีกที

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553